Skip to content

การตั้งตำแหน่งของโต๊ะทำงาน

ตำแหน่งของโต๊ะทำงานที่ดีพึงจะหันหลังพิงกำแพงเพื่อส่งเสริมความหนักแน่นในภาระหน้าที่การทำงาน เปรียบเสมือนมีผู้หลักผู้ใหญ่คอยมอบความเกื้อหนุนอยู่เสมอ อาจมองหาภาพถ่ายเทือกเขาหรือว่าหนังสือรับรองทางการหาความรู้มาเสริมแต่งวางบนกำแพงบริเวณส่วนหลัง สำหรับส่งเสริมความคงตัวแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำ ไม่ควรตั้งโต๊ะทำงานหันด้านหลังหรือหันด้านข้างให้กับทางเข้าออก เนื่องด้วยเวลาคนเดินผ่านไปมาจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่ากำลังทำอย่างไรอยู่ ไม่มีสมาธิในการงาน ถูกนินทาใส่ร้ายป้ายสี โดนแทงข้างหลังและความลับรั่วไหล จำต้องแก้ไขด้วยการใช้กำแพงมากั้นแบ่งระหว่างโต๊ะทำงานกับประตู เพื่อจะให้คนที่เดินเข้ามาไม่สามารถมองเห็นเราในทันทีทันใด

นอกจากนี้ที่ตั้งข้างหลังของโต๊ะทำงานไม่ควรเป็นทางผ่านหรือว่าเป็นกระจกเงาโปร่งแสง เพราะว่าทำให้วอกแวกในหน้าที่ ขาดคนปกป้องเกื้อหนุนคุ้มครองอย่างจริงใจ หน้าที่การงานไม่แน่น และถ้าฝาผนังมีรอยขรุขระควรจะเอาตู้เอกสาร ม่าน มู่ลี่ หรือ รูปถ่ายขอบฟ้ามาบังวาง โต๊ะทำงานของผู้บังคับการหรือหัวหน้าควรจะจะอยู่ทางข้างท้ายสุดเพราะจะสามารถเห็นงานการของลูกน้องได้

เนื่องด้วยส่วนหน้าของโต๊ะทำงานต้องหันไปในทิศที่เป็นมงคล แต่ทว่าบางคราวหากเนื้อที่ไม่เป็นใจก็ควรจะนั่งหันหน้าเข้าหาประตูจะดีที่สุดเพื่อให้สามารถมองเห็นคนที่กำลังจะเดินเข้ามาภายในห้องได้อย่างชัดเจน หรืออาจหันหน้าไปในทิศทางที่โปร่งโล่งสามารถมองเห็นวิวหรือบรรยากาศภายนอกก็จะทำให้เกิดความนึกคิดประดิษฐ์ ช่วยคลายเครียดความอ่อนเพลียล้าในระหว่างการทำงาน ควรจะหลบเลี่ยงการวางโต๊ะทำงานที่หันหน้าเข้าไปผนังด้วยเหตุว่าจะทำให้ข้อคิดเห็นชะงัก ขาดความสร้างสรรค์ ขาดวิสัยทัศน์ และขาดหนทางที่ดี

โต๊ะทำงานไม่ควรอยู่หน้าสุขาตรงกับประตูห้องน้ำหรืออยู่ติดชิดกับเสาเพราะว่าจะทำให้มีแต่เรื่องไม่สบายใจ โดนคาดคั้นและไม่สบายอยู่เป็นประจำ จำต้องหาฉากหรือมู่ลี่มาแยกไว้ อีกทั้งพื้นที่ขวามือไม่ควรเป็นทางเดินเพราะจะทำให้คนที่นั่งทำงานอยู่รู้สึกไม่มีความสุข อยากเคลื่อนไหว อยากเปลี่ยนงานหรือมีงานล้นมือมากจนเกินไป

เคล็ดการปลูกผักในตึกโดยใช้ตาข่ายพลาสติก

ในการจัดทำอาคารเพราะว่าปลูกผัก โดยการใช้ ตาข่ายพลาสติก หรือ มุ้งไนล่อน เค้าโครงของตึกอาจจะทำด้วยเหล็กหรือไม่ก็ไม้ก็ได้ สุดแต่ความกลมกลืนของที่กับความปลอดภัยในการหาอุปกรณ์ ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการห่มหรือห้อมตึกนั้นจะใช้ ตาข่ายพลาสติกหรือ ตาข่ายไนล่อน หรือ มุ้งไนล่อน แบบ 16 ตา หรือ 20 ตา สีขาว โดย มุ้ง แบบสีขาวนั้นจะทำให้แสงสามารถลอดผ่านได้อย่างดีเด่นควรด้วยการปลูกผัก ส่วนมุ้งแบบสีฟ้าจะไม่ค่อยพอควรเพราะว่าแสงสามารถลอดผ่านได้เพียงประมาณ 70% เฉพาะ (แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการแสงมากหรือน้อยของผักที่ปลูกด้วย)

การคัดเลือกใช้ ตาข่ายไนล่อน หรือ มุ้งไนล่อน นั้นต้องคัดเลือกใช้แบบที่มีโควตาตาที่เหมาะเจาะ โดยที่แนะนำตัวเลยก็คือ มุ้งไนล่อนแบบ 16 ตา เพราะ แบบ 16 ตา สามารถถ่ายเทอากาศได้อย่างแนวหน้ากว่าแบบที่มีส่วนแบ่งตามากๆ แต่จะไม่สามารถดูแลรักษาแมลงศัตรูพืชได้ทุกอย่าง หากเป็นแมลงขนาดย่อมมากจะไม่สามารถปกป้องได้ดีเท่าไรนัก ซึ่งหากว่าใช้ มุ้งไนล่อน ที่มีจำนวนตามากๆ อย่าง 20 ตา จนถึง 32 ตา นั้นจะสามารถดูแลแมลงได้มากขึ้น แต่จะส่งผลในเรื่องของอุณหภูมิ ความชื้น และการระบายอากาศ ในตึก ที่ทำได้ไม่ดีเท่าแบบ 16 ตา

ผักที่สามารถปลูกได้ในตึกตาข่ายไนล่อน  หรือตาข่ายพลาสติกได้

ลักษณะกินใบ ได้แก่ คะน้า ผักกาดขาว กวางตุ้ง ตั้งโอ๋ ปวยเล้ง ขึ้นฉ่าย ฯลฯ

ชนิดกินดอก ได้แก่ กะหลํ่าดอก บล็อกโคลี่ เป็นต้น

ลักษณะกินฝักและผล ได้แก่ ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ ถั่วลันเตา ฯลฯ

เคยรู้หรือเปล่าค่ะ ว่าสายยางรดน้ำพฤกษาเป็นพลาสติกพวกไหน

พลาสติกเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่สังเคราะห์ขึ้นใช้ตอบสนองวัตถุธรรมชาติบางชนิดเมื่อเย็นก็แข็งตัวเมื่อถูกความร้อนก็อ่อนตัว บางชนิดแข็งตัวถาวร มีหลายแบบ เช่น ไนลอน ยางเทียมใช้ทําสิ่งต่าง ๆ เช่น ท่ออ่อนหรือสายยาง  เครื่องนุ่งห่ม ฟิล์ม เครื่องใช้ ส่วนผสมเรือหรือรถยนต์

PVC (Polyvinyl Chloride)    เป็นเทอร์โมพลาสติกที่มีการใช้งานอย่างโดยตลอด พร้อมกับมีคุณลักษณะที่เด่นคือ เมื่อประดับไฟจะดับได้ด้วยตัวเอง ทนต่อน้ำ น้ำมัน กรด ด่าง แอลกอฮอล์ และสารเคมีต่างๆ งดเว้นคลอรีน ทนต่อการขัดถู เป็นฉนวนกระแสไฟที่ดี และเนื่องจากว่า PVC มีสรรพคุณแข็งแรงแต่เปราะ และทลายตัวได้ง่ายเมื่อจับต้องกับความร้อน และสุริยการ ต่อจากนั้นแล้วจึงมักนำ PVC ไปทำ Compounding ก่อน โดยเติมสารเติมแต่งต่างๆ เช่น Stabilizer, Plasticizer ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ใช้ทำท่ออ่อน(สายยาง) ข้อต่อ ฉนวนหุ้มสายไฟ สายเคเบิ้ล ฟิล์ม เป็นต้น

โพลิเอสเตอร์ (Polyester)   เป็นเพลาสติกที่มีสมบัติพิเศษ คือแข็งแรงต่อการแปลงอุณหภูมิ และคงทนปฏิกิริยาเคมีได้ดี เกิดรอยด่างพร้อมด้วยคราบได้ยาก คงรูปหลังการผ่านความร้อนหรือแรงดันเพียงครั้งเดียว คงทนความร้อนและแรงดัน เป็นโพลิเมอร์ที่นำมาใช้งานได้หลากหลาย เช่นใช้ทำพลาสติกเกี่ยวกับเคลือบผิว ขวดน้ำ เส้นใย ฟิลม์และสายยาง ฯลฯ

แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมืองน่าอยู่ของโลก

แวนคูเวอร์เป็นเมืองท่า ตั้งอยู่ในรัฐ British Columbia ทางตะวันตกของแคนาดา และเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในแถบนี้ และมากเป็นอันดับ 8 ของแคนาดาอีกด้วย

ต้นกำเนิดของเมืองเริ่มตั้งแต่ตอนปลายของศตวรรษที่ 19 ซึ่งในตอนนั้นแวนคูเวอร์เป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่เรียกว่า Granville หรือ Gastown ซึ่งเกิดจากโรงแรมเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นให้ช่างไม้ได้พักอาศัย จากโรงแรมเล็กๆ ริมน้ำ ขยายใหญ่กลายเป็นเมืองแวนคูเวอร์อย่างรวดเร็วเนื่องจากการพัฒนาด้านทางรถไฟของแคนาดา ทำให้ผู้คนหลั่งใหลมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้

ท่าเรือของแวนคูเวอร์นับเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกและนำเข้าสินค้าไปโดยปริยาย นอกจากนี้เมืองยังทำรายได้มหาศาลจากอุตสาหกรรมโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำ ความสวยงามของเมืองแห่งนี้เองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักศึกษาต่างชาติให้แวะเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก โดยประชากรเกินครึ่งไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ประกอบด้วยชาวเอเชียซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนถึง 25% (ไชน่าทาวน์ของที่นี่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอเมริกาเหนือ) นอกจากนี้ยังมีภาษาพันจาบี และภาษาเวียดนาม ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในเมืองนี้

หนึ่งในความภูมิใจของเมืองคือการที่เมืองแวนคูเวอร์ได้รับการโหวตว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งคะแนนโหวตขึ้นกับปัจจัยสำคัญอย่างวัฒนธรรมและการศึกษา (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นที่ๆ น่าเรียนต่ออย่างยิ่ง) ดังนั้นถึงแม้ค่าครองชีพจะสูงกว่าเมืองอื่นๆ เล็กน้อย แต่ชีวิตที่นี่ก็น่าจะสะดวกสบายและน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองแวนคูเวอร์เป็นที่นิยมคือสภาพอากาศที่สดใส โดยมีวันที่หิมะตกน้อยกว่า 15 วันใน 1 ปี ซึ่งแตกต่างจากแคนาดาที่หลายๆ คนคาดไว้ (ว่าจะมีหิมะตกทุกวัน) แต่ที่นี่นั้นสภาพอากาศส่วนใหญ่จะฟ้าโปร่ง และเราจะได้เห็นแสงอาทิตย์มากกว่าเมืองอื่นๆ ทุกเมืองในแคนาดา

พาชมรอบเมือง

ถ้าคุณชอบชีวิตนอกบ้าน แวนคูเวอร์เป็นอีกเมืองที่น่าอยู่มาก เพราะมีแสงแดดให้เรารู้สึกสดชื่นทุกวัน ลองแวะไป Stanley Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะในเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอเมริกาเหนือ (ใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์กกว่า 10 เท่า) ที่นี่มีถนนริมทะเลให้เราปั่นจักรยานพร้อมชมวิวยาวกว่า 9 กม. นอกจากนี้ยังมี Vancouver Aquarium ที่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา อยู่ภายในสวนอีกด้วย

ถ้าชอบกิจกรรมทางน้ำ สามารถนั่ง Water Taxi หรือพายเรือคายัคไปยังตลาดบนเกาะ Granville ได้ ที่นั่นมีปลา เนื้อ ผลไม้ ผัก ชีส ขนมปัง และงานศิลปะที่ผลิตภายในท้องถิ่น ทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารจะสดใหม่ และงานศิลปะจะไม่เหมือนใครแน่นอน

ในช่วงฤดูร้อน ที่นี่จะมีเทศกาล Shakespeare ประจำปีที่เรียกว่า ‘Bard on the Beach’ ซึ่งจะมีการแสดงจากบทประพันธ์ของเชคเสปียร์ให้ดูในเต้นท์ริมน้ำ เหมาะสำหรับนักศึกษาสายมนุษย์ศาสตร์และศิลปศาสตร์ หรือผู้มีใจรักทางด้านศิลปวัฒนธรรม เทศกาลที่จัดมา 25 ปีนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

และเนื่องจากที่นี่มีประชากรเป็นชาวเอเชียค่อนข้างมาก ทำให้มีอาหารเอเชียอร่อยๆ ให้เลือกชิมมากมาย หลายคนบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมอาหารที่น่าสนใจที่สุดในอเมริกา โดยเฉพาะในย่านเก่าแก่อย่าง Gastown ซึ่งมีบาร์เก๋ๆ ร้านอาหาร และคลับที่น่าสนใจให้เลือกชมและชิมอย่างไม่รู้เบื่อ

 

 

ประวัติศาสตร์แวนคูเวอร์

ประวัติศาสตร์แวนคูเวอร์

yaletown-vancouver-canada

แวนคูเวอร์มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปนานกว่า 4,000 ปีที่แล้วโดยอ้างอิงจากบันทึกทางโบราณคดีที่สันนิษฐานว่ามีชนเผ่าต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ จนกระทั่งปีค.ศ. 1791 จึงได้มีการค้นพบพื้นที่ชายฝั่งแห่งนี้โดย Jose Maria Narvaez ชาวสเปน หนึ่งปีต่อมากัปตันจอร์จ แวนคูเวอร์ ราชนาวีอังกฤษเดินทางผ่านช่องแคบมาถึงดินแดนนี้และตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษดั่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
จนกระทั่งปีค.ศ.1825 จึงมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ โดยดร.จอห์น แมคโลลิน (Dr.John McLoughlin) จากบริษัทฮัดสันเบย์ในแอสโทเรียเล็งเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นย่านการทำธุรกิจที่ดี จึงย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ที่และตั้งเป็นสถานีการค้า Fort Vancouver

ในช่วงปีค.ศ.1861 ผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามาในแวนคูเวอร์เนื่องจากเป็นยุคตื่นทอง โดยมีผู้อพยพมากกว่า 25,000 คนเข้ามาปักหลักอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำเฟรเซอร์ และมีชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานในปีต่อๆ มาที่ฟาร์ม McLeery ทางตะวันออกของ Marpole อุตสาหกรรมป่าไม้เริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรกโดยกัปตันเอ็ดเวิร์ด แสตมป์ ได้สร้างโรงเลื่อยขึ้นบริเวณขาเข้าบนชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องยาวนานกับอุตสาหกรรมป่าไม้จนล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 20

ย่านชุมชนเมืองเก่า หรือ แกสทาวน์ (Gastown) เดิมถูกเรียกว่าแกรนด์วิลล์ (Granville) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งเป็นชุมชนแห่งแรกของเมือง พื้นที่บริเวณนี้ถูกพัฒนาและเติบโตจากการเริ่มต้นของนักบุกเบิกยุคแรก Jack Deighton โดยสร้างที่พักขนาดเล็กเพื่อบริการแก่ผู้ที่แวะเวียนสัญจรผ่านมาซึ่งสร้างถัดจากโรงเลื่อย Hastings Mill ด้วยความได้เปรียบของทำเลที่ตั้งและอ่าวธรรมชาติที่โอบล้อมทำให้ที่นี่ถูกเลือกเป็นปลายทางสำหรับเส้นทางเดินรถไฟข้ามทวีปสายแคนาดาแปซิฟิก

เมืองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงไปรัฐวอชิงตันของสหรัฐอเมริกาในปี 1907 ไม่กี่ปีต่อมามีการสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโคลัมเบียและสะพานที่ใช้ข้ามภายในรัฐซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1917

แวนคูเวอร์ประสบกับคลื่นการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าประเทศอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อชาวยุโรปจำนวนมากตัดสินใจเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่โดยถูกดึงดูดจากความงดงามทางธรรมชาติและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเมือง แวนคูเวอร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นในปี 1986 หลังประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo