Skip to content

แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมืองน่าอยู่ของโลก

แวนคูเวอร์เป็นเมืองท่า ตั้งอยู่ในรัฐ British Columbia ทางตะวันตกของแคนาดา และเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในแถบนี้ และมากเป็นอันดับ 8 ของแคนาดาอีกด้วย

ต้นกำเนิดของเมืองเริ่มตั้งแต่ตอนปลายของศตวรรษที่ 19 ซึ่งในตอนนั้นแวนคูเวอร์เป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่เรียกว่า Granville หรือ Gastown ซึ่งเกิดจากโรงแรมเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นให้ช่างไม้ได้พักอาศัย จากโรงแรมเล็กๆ ริมน้ำ ขยายใหญ่กลายเป็นเมืองแวนคูเวอร์อย่างรวดเร็วเนื่องจากการพัฒนาด้านทางรถไฟของแคนาดา ทำให้ผู้คนหลั่งใหลมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้

ท่าเรือของแวนคูเวอร์นับเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกและนำเข้าสินค้าไปโดยปริยาย นอกจากนี้เมืองยังทำรายได้มหาศาลจากอุตสาหกรรมโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำ ความสวยงามของเมืองแห่งนี้เองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักศึกษาต่างชาติให้แวะเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก โดยประชากรเกินครึ่งไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ประกอบด้วยชาวเอเชียซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนถึง 25% (ไชน่าทาวน์ของที่นี่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอเมริกาเหนือ) นอกจากนี้ยังมีภาษาพันจาบี และภาษาเวียดนาม ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในเมืองนี้

หนึ่งในความภูมิใจของเมืองคือการที่เมืองแวนคูเวอร์ได้รับการโหวตว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งคะแนนโหวตขึ้นกับปัจจัยสำคัญอย่างวัฒนธรรมและการศึกษา (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นที่ๆ น่าเรียนต่ออย่างยิ่ง) ดังนั้นถึงแม้ค่าครองชีพจะสูงกว่าเมืองอื่นๆ เล็กน้อย แต่ชีวิตที่นี่ก็น่าจะสะดวกสบายและน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองแวนคูเวอร์เป็นที่นิยมคือสภาพอากาศที่สดใส โดยมีวันที่หิมะตกน้อยกว่า 15 วันใน 1 ปี ซึ่งแตกต่างจากแคนาดาที่หลายๆ คนคาดไว้ (ว่าจะมีหิมะตกทุกวัน) แต่ที่นี่นั้นสภาพอากาศส่วนใหญ่จะฟ้าโปร่ง และเราจะได้เห็นแสงอาทิตย์มากกว่าเมืองอื่นๆ ทุกเมืองในแคนาดา

พาชมรอบเมือง

ถ้าคุณชอบชีวิตนอกบ้าน แวนคูเวอร์เป็นอีกเมืองที่น่าอยู่มาก เพราะมีแสงแดดให้เรารู้สึกสดชื่นทุกวัน ลองแวะไป Stanley Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะในเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอเมริกาเหนือ (ใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์กกว่า 10 เท่า) ที่นี่มีถนนริมทะเลให้เราปั่นจักรยานพร้อมชมวิวยาวกว่า 9 กม. นอกจากนี้ยังมี Vancouver Aquarium ที่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา อยู่ภายในสวนอีกด้วย

ถ้าชอบกิจกรรมทางน้ำ สามารถนั่ง Water Taxi หรือพายเรือคายัคไปยังตลาดบนเกาะ Granville ได้ ที่นั่นมีปลา เนื้อ ผลไม้ ผัก ชีส ขนมปัง และงานศิลปะที่ผลิตภายในท้องถิ่น ทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารจะสดใหม่ และงานศิลปะจะไม่เหมือนใครแน่นอน

ในช่วงฤดูร้อน ที่นี่จะมีเทศกาล Shakespeare ประจำปีที่เรียกว่า ‘Bard on the Beach’ ซึ่งจะมีการแสดงจากบทประพันธ์ของเชคเสปียร์ให้ดูในเต้นท์ริมน้ำ เหมาะสำหรับนักศึกษาสายมนุษย์ศาสตร์และศิลปศาสตร์ หรือผู้มีใจรักทางด้านศิลปวัฒนธรรม เทศกาลที่จัดมา 25 ปีนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

และเนื่องจากที่นี่มีประชากรเป็นชาวเอเชียค่อนข้างมาก ทำให้มีอาหารเอเชียอร่อยๆ ให้เลือกชิมมากมาย หลายคนบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมอาหารที่น่าสนใจที่สุดในอเมริกา โดยเฉพาะในย่านเก่าแก่อย่าง Gastown ซึ่งมีบาร์เก๋ๆ ร้านอาหาร และคลับที่น่าสนใจให้เลือกชมและชิมอย่างไม่รู้เบื่อ

 

 

ประวัติศาสตร์แวนคูเวอร์

ประวัติศาสตร์แวนคูเวอร์

yaletown-vancouver-canada

แวนคูเวอร์มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปนานกว่า 4,000 ปีที่แล้วโดยอ้างอิงจากบันทึกทางโบราณคดีที่สันนิษฐานว่ามีชนเผ่าต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ จนกระทั่งปีค.ศ. 1791 จึงได้มีการค้นพบพื้นที่ชายฝั่งแห่งนี้โดย Jose Maria Narvaez ชาวสเปน หนึ่งปีต่อมากัปตันจอร์จ แวนคูเวอร์ ราชนาวีอังกฤษเดินทางผ่านช่องแคบมาถึงดินแดนนี้และตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษดั่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
จนกระทั่งปีค.ศ.1825 จึงมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ โดยดร.จอห์น แมคโลลิน (Dr.John McLoughlin) จากบริษัทฮัดสันเบย์ในแอสโทเรียเล็งเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นย่านการทำธุรกิจที่ดี จึงย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ที่และตั้งเป็นสถานีการค้า Fort Vancouver

ในช่วงปีค.ศ.1861 ผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามาในแวนคูเวอร์เนื่องจากเป็นยุคตื่นทอง โดยมีผู้อพยพมากกว่า 25,000 คนเข้ามาปักหลักอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำเฟรเซอร์ และมีชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานในปีต่อๆ มาที่ฟาร์ม McLeery ทางตะวันออกของ Marpole อุตสาหกรรมป่าไม้เริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรกโดยกัปตันเอ็ดเวิร์ด แสตมป์ ได้สร้างโรงเลื่อยขึ้นบริเวณขาเข้าบนชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องยาวนานกับอุตสาหกรรมป่าไม้จนล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 20

ย่านชุมชนเมืองเก่า หรือ แกสทาวน์ (Gastown) เดิมถูกเรียกว่าแกรนด์วิลล์ (Granville) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งเป็นชุมชนแห่งแรกของเมือง พื้นที่บริเวณนี้ถูกพัฒนาและเติบโตจากการเริ่มต้นของนักบุกเบิกยุคแรก Jack Deighton โดยสร้างที่พักขนาดเล็กเพื่อบริการแก่ผู้ที่แวะเวียนสัญจรผ่านมาซึ่งสร้างถัดจากโรงเลื่อย Hastings Mill ด้วยความได้เปรียบของทำเลที่ตั้งและอ่าวธรรมชาติที่โอบล้อมทำให้ที่นี่ถูกเลือกเป็นปลายทางสำหรับเส้นทางเดินรถไฟข้ามทวีปสายแคนาดาแปซิฟิก

เมืองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงไปรัฐวอชิงตันของสหรัฐอเมริกาในปี 1907 ไม่กี่ปีต่อมามีการสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโคลัมเบียและสะพานที่ใช้ข้ามภายในรัฐซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1917

แวนคูเวอร์ประสบกับคลื่นการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าประเทศอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อชาวยุโรปจำนวนมากตัดสินใจเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่โดยถูกดึงดูดจากความงดงามทางธรรมชาติและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเมือง แวนคูเวอร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นในปี 1986 หลังประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo

 

นครแวนคูเวอร์เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก

13

นครแวนคูเวอร์เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลกความน่าอยู่และงดงามของเมืองเกิดจากระบบการวางผังที่ยึดมั่นและเคารพต่อสภาพ ความงดงามของสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ การใช้องค์ความรู้ในระดับสูงในการออกแบบเมืองซึ่งได้สร้างให้แวนคูเวอร์มี ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการบริการประชาชน ทุกก้าวย่างในการปฏิบัติงานตามแผนการพัฒนาเมือง การสร้างวิสัยทัศน์ชุมชนและการเพิ่มขึ้นของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการตัดสินใจ  แวนคูเวอร์ได้ยึดมั่นเกณฑ์สำคัญจากการเติบโตอย่างชาญฉลาด เช่น การสร้างย่านที่น่าอยู่ภายใต้ความหลากหลายของผู้คนและเชื้อชาติ  การสร้างชุมขนให้กระชับ การผสมผสานกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดิน การสร้างให้เป็นชุมชนแห่งการเดิน  ซึ่งแวนคูเวอร์เชื่อมั่นในแนวทางและก้าวย่างที่ผ่านมาและจะยึดมั่นในแนวทางนี้ต่อไป

แวนคูเวอร์ในอนาคตมีความเสี่ยงทั้งจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ความกดดันด้านสภาวะแวดล้อมการลดลงของทรัพยากร ความท้าทายด้านความปลอดภัยทางอาหารและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าครองชีพที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ โอกาสการมีชีวิตที่ดีขึ้น และความยั่งยืนในระยะยาว สภาแห่งนครแวนคูเวอร์ได้กำหนดเป้าหมายไว้มากมายสำหรับการจัดการลดผลกระทบจาก สภาวะโลกร้อน (เช่น  การลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6  ในปี ค.ศ. 1990  ร้อยละ 33 ในปี ค.ศ.2012 และร้อยละ 80 ในปี ค.ศ. 2050)  และสร้างระบบจัดการเชิงลึกต่อปัญหาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกแหล่งข้อมูลตลอดจนติดตามประเมินผลทุกความก้าวหน้าจากการปฏิบัติงาน

ประชากรในระดับภาคเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งถ้าเป็นจริงตามนั้น  การพัฒนาที่อยู่อาศัยภายในพื้นที่เขตเมืองจะไม่เพียงพอ  ราคาที่อยู่อาศัยจะสูงขึ้นซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ประชากรต้องย้ายออกไปยัง ย่านชานเมือง  และเป็นปัจจัยให้เกิดการกระจัดกระจายของเมืองที่เป็นต้นเหตุของการทำลาย พื้นที่การเกษตรและพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ย่านพาณิชยกรรมใจกลางนครแวนคูเวอร์เป็นย่านพาณิชยกรรมระดับภาคที่เมืองได้ สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งงานและที่มาของรายได้ครัวเรือนของชาวแวนคูเวอร์ ดังนั้น ในพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะต้องมีความพร้อมด้านที่พักอาศัยให้กับประชาชนและ ไม่ตัดโอกาสในการมีที่พักอาศัยในย่านดังกล่าว สภาพของนิเวศเมืองและขนาดรอยเท้าทางนิเวศของนครแวนคูเวอร์ได้ชี้ให้เห็นว่า ลักษณะการดำเนินชีวิตของประชาชนในปัจจุบันมีการบริโภคทรัพยากรเกินกว่าความ สามารถที่มีเช่นเดียวกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งกำลังจะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่อาคารซึ่งไม่ใช่อาคารเขียวยังคงมีอยู่อีกมาก

เที่ยวแวนคูเวอร์เพื่อสัมผัสบรรยากาศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

แวนคูเวอร์ (Vancouver) เป็นเมืองท่าชายฝั่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคนาดา ในรัฐบริติชโคลัมเบีย แม้จะไม่ใช่เมืองหลวงของรัฐ แต่ก็เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากเมืองหนึ่ง ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองซึ่งถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาและทะเล มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญคือสภาพอากาศอบอุ่นสบายทั้งปี ใครที่คิดว่าเมืองนี้จะหนาวจนอยู่ไม่ได้ ก็น่าจะถูกเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะแวนคูเวอร์ถึงแม้จะหนาวในฤดูหนาว แต่นานๆ ครั้งชาวเมืองถึงจะมีโอกาสสัมผัสกับหิมะสักที ไม่เหมือนฝนที่ตกกันให้เห็นเกือบตลอดทั้งปี ความอบอุ่นที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ นี้เอง ทำให้ในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อนราวเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม มักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสความงดงามของแวนคูเวอร์มากเป็นพิเศษ นอกจากความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนก็คือ ความเป็นระเบียบและสภาพแวดล้อมที่สะอาดของบ้านเมือง พร้อมด้วยระบบขนส่งมวลชนที่ดีเยี่ยม ชาวแวนคูเวอร์มีคุณภาพชีวิตที่ดีถึงดีมาก นักท่องเที่ยวจึงแทบไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาอาชญากรรม

สำหรับสถานที่ที่ไม่ควรพลาด คือ สวนสาธารณะสแตนเลย์ สวนสาธารณะที่ได้รับการยกย่องว่าใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ชาวเมืองแวนคูเวอร์ใช้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและชมความงามบริสุทธิ์ของธรรมชาติ และยังได้ถ่ายภาพกับเสาโทเท็ม ของชนเผ่าอินเดียนแดง สัญลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ สำหรับรำลึกว่าที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของอินเดียนแดง เสาโทเท็มนี้ยังปรากฏอยู่ตามสถานที่สำคัญของเมืองอีกหลายแห่ง เป็นสัญลักษณ์เด่นที่ทำให้ผู้คนจดจำเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแห่งนี้ สถานที่ต่อมา คือ แกสทาวน์ เหมาะสำหรับเดินเล่นชมตึกรามและร้านค้าทรงเก่า และมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจอย่าง นาฬิกาไอน้ำ

จะเห็นได้ว่า สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นแค่เศษเสี้ยวบางส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองแวนคูเวอร์ที่น่ามาเที่ยวชมกัน แต่ว่าที่เมืองแวนคูเวอร์นั้นยังมีที่เที่ยวที่สวยงามและน่าชมอีกมากมาย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวในโลกกว้างทั้งหลาย คงต้องหาโอกาสมาสัมผัสกับเมืองแวนคูเวอร์จะได้รู้ว่าน่าอยู่และน่าเที่ยวแค่ไหน

ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์จำเป็นต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคนี้

ท่ามกลางสถานการณ์การเข้าร้านหนังสือและซื้อสินค้ามีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากยอดขายร้านหนังสือชะลออย่างมากเมื่อเทียบกับยุคก่อน ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคนี้

“หากหนังสือมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายคนทั่วไป ทุกเพศทุกวัย อาจไปไม่รอด เช่นเดียวกับหนังสือ ที่ไม่วางตำแหน่งกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เชื่อว่าขายยากมากในปัจจุบัน แต่หากเป็นหนังสือเฉพาะกลุ่ม ถือว่ามีโอกาสทางธุรกิจในยุคนี้ ที่สามารถใช้เครื่องมือสื่อดิจิทัลในการสื่อสารตอบโจทย์ความสนใจเฉพาะด้าน”

ในโลกออนไลน์ที่สามารถค้นหาข้อมูลและวิเคราะห์ความสนใจผู้บริโภคได้อย่างง่ายๆ ตัวอย่างเว็บไซต์กูเกิล ที่มีผู้เข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านคำค้นต่างๆ ที่อยู่ในกระแส สำนักพิมพ์อาจเลือกดึงความสนใจของผู้คนจากคำค้นยอดฮิต มาผลิตเป็นหนังสือ ที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกกว่าในอินเทอร์เน็ต จะเห็นได้ว่าสื่อออนไลน์เป็นอีกช่องทางสำคัญในการพัฒนาคอนเทนท์หนังสือให้น่าสนใจ

นอกจากการพัฒนาคอนเทนท์ทางเว็บไซต์แล้ว สำนักพิมพ์บริษัทยังจัดทำหนังสือรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการสอบแอดมิชชั่น โดยศึกษาจากความต้องการของนักเรียนนักศึกษาที่พร้อมจ่ายเงินซื้อหนังสือที่สนใจ ทั้งยังอำนวยความสะดวกในการใช้งานและข้อมูล จึงมองว่าหนังสือบางประเภทไม่จำเป็นต้องจัดทำในรูปแบบอีบุ๊คตามกระแส แต่การผลิตหนังสือในรูปแบบใดจำเป็นต้องศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก

“เราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเทคโนโลยีทุกเรื่อง หากสินค้าเราน่าสนใจ มีจุดขาย และกลุ่มเป้าหมายชัดเจน โดยอาจเริ่มต้นที่ นิช มาร์เก็ต ก่อนจะพัฒนาสู่ตลาดแมส หากกลุ่มเป้าหมายขยายตัว”

แนวทางด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ยังต้องพิจารณาช่วงเวลาการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละวัย เช่น ช่วงเปิดเทอมกลุ่มวัยรุ่นมักใช้อินเทอร์เน็ตช่วง 2-3 ทุ่ม ส่วนช่วงปิดเทอมจะใช้งานทั้งวัน ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่จะใช้ช่วงเที่ยงถึงบ่ายโมง และใช้มากที่สุดในช่วงค่ำ ดังนั้นจำต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย