Skip to content

เคยรู้หรือเปล่าค่ะ ว่าสายยางรดน้ำพฤกษาเป็นพลาสติกพวกไหน

พลาสติกเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่สังเคราะห์ขึ้นใช้ตอบสนองวัตถุธรรมชาติบางชนิดเมื่อเย็นก็แข็งตัวเมื่อถูกความร้อนก็อ่อนตัว บางชนิดแข็งตัวถาวร มีหลายแบบ เช่น ไนลอน ยางเทียมใช้ทําสิ่งต่าง ๆ เช่น ท่ออ่อนหรือสายยาง  เครื่องนุ่งห่ม ฟิล์ม เครื่องใช้ ส่วนผสมเรือหรือรถยนต์

PVC (Polyvinyl Chloride)    เป็นเทอร์โมพลาสติกที่มีการใช้งานอย่างโดยตลอด พร้อมกับมีคุณลักษณะที่เด่นคือ เมื่อประดับไฟจะดับได้ด้วยตัวเอง ทนต่อน้ำ น้ำมัน กรด ด่าง แอลกอฮอล์ และสารเคมีต่างๆ งดเว้นคลอรีน ทนต่อการขัดถู เป็นฉนวนกระแสไฟที่ดี และเนื่องจากว่า PVC มีสรรพคุณแข็งแรงแต่เปราะ และทลายตัวได้ง่ายเมื่อจับต้องกับความร้อน และสุริยการ ต่อจากนั้นแล้วจึงมักนำ PVC ไปทำ Compounding ก่อน โดยเติมสารเติมแต่งต่างๆ เช่น Stabilizer, Plasticizer ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ใช้ทำท่ออ่อน(สายยาง) ข้อต่อ ฉนวนหุ้มสายไฟ สายเคเบิ้ล ฟิล์ม เป็นต้น

โพลิเอสเตอร์ (Polyester)   เป็นเพลาสติกที่มีสมบัติพิเศษ คือแข็งแรงต่อการแปลงอุณหภูมิ และคงทนปฏิกิริยาเคมีได้ดี เกิดรอยด่างพร้อมด้วยคราบได้ยาก คงรูปหลังการผ่านความร้อนหรือแรงดันเพียงครั้งเดียว คงทนความร้อนและแรงดัน เป็นโพลิเมอร์ที่นำมาใช้งานได้หลากหลาย เช่นใช้ทำพลาสติกเกี่ยวกับเคลือบผิว ขวดน้ำ เส้นใย ฟิลม์และสายยาง ฯลฯ

แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมืองน่าอยู่ของโลก

แวนคูเวอร์เป็นเมืองท่า ตั้งอยู่ในรัฐ British Columbia ทางตะวันตกของแคนาดา และเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในแถบนี้ และมากเป็นอันดับ 8 ของแคนาดาอีกด้วย

ต้นกำเนิดของเมืองเริ่มตั้งแต่ตอนปลายของศตวรรษที่ 19 ซึ่งในตอนนั้นแวนคูเวอร์เป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่เรียกว่า Granville หรือ Gastown ซึ่งเกิดจากโรงแรมเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นให้ช่างไม้ได้พักอาศัย จากโรงแรมเล็กๆ ริมน้ำ ขยายใหญ่กลายเป็นเมืองแวนคูเวอร์อย่างรวดเร็วเนื่องจากการพัฒนาด้านทางรถไฟของแคนาดา ทำให้ผู้คนหลั่งใหลมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้

ท่าเรือของแวนคูเวอร์นับเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกและนำเข้าสินค้าไปโดยปริยาย นอกจากนี้เมืองยังทำรายได้มหาศาลจากอุตสาหกรรมโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำ ความสวยงามของเมืองแห่งนี้เองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักศึกษาต่างชาติให้แวะเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก โดยประชากรเกินครึ่งไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ประกอบด้วยชาวเอเชียซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนถึง 25% (ไชน่าทาวน์ของที่นี่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอเมริกาเหนือ) นอกจากนี้ยังมีภาษาพันจาบี และภาษาเวียดนาม ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในเมืองนี้

หนึ่งในความภูมิใจของเมืองคือการที่เมืองแวนคูเวอร์ได้รับการโหวตว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งคะแนนโหวตขึ้นกับปัจจัยสำคัญอย่างวัฒนธรรมและการศึกษา (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นที่ๆ น่าเรียนต่ออย่างยิ่ง) ดังนั้นถึงแม้ค่าครองชีพจะสูงกว่าเมืองอื่นๆ เล็กน้อย แต่ชีวิตที่นี่ก็น่าจะสะดวกสบายและน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองแวนคูเวอร์เป็นที่นิยมคือสภาพอากาศที่สดใส โดยมีวันที่หิมะตกน้อยกว่า 15 วันใน 1 ปี ซึ่งแตกต่างจากแคนาดาที่หลายๆ คนคาดไว้ (ว่าจะมีหิมะตกทุกวัน) แต่ที่นี่นั้นสภาพอากาศส่วนใหญ่จะฟ้าโปร่ง และเราจะได้เห็นแสงอาทิตย์มากกว่าเมืองอื่นๆ ทุกเมืองในแคนาดา

พาชมรอบเมือง

ถ้าคุณชอบชีวิตนอกบ้าน แวนคูเวอร์เป็นอีกเมืองที่น่าอยู่มาก เพราะมีแสงแดดให้เรารู้สึกสดชื่นทุกวัน ลองแวะไป Stanley Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะในเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอเมริกาเหนือ (ใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์กกว่า 10 เท่า) ที่นี่มีถนนริมทะเลให้เราปั่นจักรยานพร้อมชมวิวยาวกว่า 9 กม. นอกจากนี้ยังมี Vancouver Aquarium ที่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา อยู่ภายในสวนอีกด้วย

ถ้าชอบกิจกรรมทางน้ำ สามารถนั่ง Water Taxi หรือพายเรือคายัคไปยังตลาดบนเกาะ Granville ได้ ที่นั่นมีปลา เนื้อ ผลไม้ ผัก ชีส ขนมปัง และงานศิลปะที่ผลิตภายในท้องถิ่น ทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารจะสดใหม่ และงานศิลปะจะไม่เหมือนใครแน่นอน

ในช่วงฤดูร้อน ที่นี่จะมีเทศกาล Shakespeare ประจำปีที่เรียกว่า ‘Bard on the Beach’ ซึ่งจะมีการแสดงจากบทประพันธ์ของเชคเสปียร์ให้ดูในเต้นท์ริมน้ำ เหมาะสำหรับนักศึกษาสายมนุษย์ศาสตร์และศิลปศาสตร์ หรือผู้มีใจรักทางด้านศิลปวัฒนธรรม เทศกาลที่จัดมา 25 ปีนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

และเนื่องจากที่นี่มีประชากรเป็นชาวเอเชียค่อนข้างมาก ทำให้มีอาหารเอเชียอร่อยๆ ให้เลือกชิมมากมาย หลายคนบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมอาหารที่น่าสนใจที่สุดในอเมริกา โดยเฉพาะในย่านเก่าแก่อย่าง Gastown ซึ่งมีบาร์เก๋ๆ ร้านอาหาร และคลับที่น่าสนใจให้เลือกชมและชิมอย่างไม่รู้เบื่อ

 

 

ประวัติศาสตร์แวนคูเวอร์

ประวัติศาสตร์แวนคูเวอร์

yaletown-vancouver-canada

แวนคูเวอร์มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปนานกว่า 4,000 ปีที่แล้วโดยอ้างอิงจากบันทึกทางโบราณคดีที่สันนิษฐานว่ามีชนเผ่าต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ จนกระทั่งปีค.ศ. 1791 จึงได้มีการค้นพบพื้นที่ชายฝั่งแห่งนี้โดย Jose Maria Narvaez ชาวสเปน หนึ่งปีต่อมากัปตันจอร์จ แวนคูเวอร์ ราชนาวีอังกฤษเดินทางผ่านช่องแคบมาถึงดินแดนนี้และตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษดั่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
จนกระทั่งปีค.ศ.1825 จึงมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่ โดยดร.จอห์น แมคโลลิน (Dr.John McLoughlin) จากบริษัทฮัดสันเบย์ในแอสโทเรียเล็งเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นย่านการทำธุรกิจที่ดี จึงย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ที่และตั้งเป็นสถานีการค้า Fort Vancouver

ในช่วงปีค.ศ.1861 ผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามาในแวนคูเวอร์เนื่องจากเป็นยุคตื่นทอง โดยมีผู้อพยพมากกว่า 25,000 คนเข้ามาปักหลักอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำเฟรเซอร์ และมีชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานในปีต่อๆ มาที่ฟาร์ม McLeery ทางตะวันออกของ Marpole อุตสาหกรรมป่าไม้เริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรกโดยกัปตันเอ็ดเวิร์ด แสตมป์ ได้สร้างโรงเลื่อยขึ้นบริเวณขาเข้าบนชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องยาวนานกับอุตสาหกรรมป่าไม้จนล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 20

ย่านชุมชนเมืองเก่า หรือ แกสทาวน์ (Gastown) เดิมถูกเรียกว่าแกรนด์วิลล์ (Granville) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งเป็นชุมชนแห่งแรกของเมือง พื้นที่บริเวณนี้ถูกพัฒนาและเติบโตจากการเริ่มต้นของนักบุกเบิกยุคแรก Jack Deighton โดยสร้างที่พักขนาดเล็กเพื่อบริการแก่ผู้ที่แวะเวียนสัญจรผ่านมาซึ่งสร้างถัดจากโรงเลื่อย Hastings Mill ด้วยความได้เปรียบของทำเลที่ตั้งและอ่าวธรรมชาติที่โอบล้อมทำให้ที่นี่ถูกเลือกเป็นปลายทางสำหรับเส้นทางเดินรถไฟข้ามทวีปสายแคนาดาแปซิฟิก

เมืองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงไปรัฐวอชิงตันของสหรัฐอเมริกาในปี 1907 ไม่กี่ปีต่อมามีการสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโคลัมเบียและสะพานที่ใช้ข้ามภายในรัฐซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1917

แวนคูเวอร์ประสบกับคลื่นการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าประเทศอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อชาวยุโรปจำนวนมากตัดสินใจเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่โดยถูกดึงดูดจากความงดงามทางธรรมชาติและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเมือง แวนคูเวอร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นในปี 1986 หลังประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo

 

นครแวนคูเวอร์เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก

13

นครแวนคูเวอร์เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลกความน่าอยู่และงดงามของเมืองเกิดจากระบบการวางผังที่ยึดมั่นและเคารพต่อสภาพ ความงดงามของสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ การใช้องค์ความรู้ในระดับสูงในการออกแบบเมืองซึ่งได้สร้างให้แวนคูเวอร์มี ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการบริการประชาชน ทุกก้าวย่างในการปฏิบัติงานตามแผนการพัฒนาเมือง การสร้างวิสัยทัศน์ชุมชนและการเพิ่มขึ้นของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการตัดสินใจ  แวนคูเวอร์ได้ยึดมั่นเกณฑ์สำคัญจากการเติบโตอย่างชาญฉลาด เช่น การสร้างย่านที่น่าอยู่ภายใต้ความหลากหลายของผู้คนและเชื้อชาติ  การสร้างชุมขนให้กระชับ การผสมผสานกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดิน การสร้างให้เป็นชุมชนแห่งการเดิน  ซึ่งแวนคูเวอร์เชื่อมั่นในแนวทางและก้าวย่างที่ผ่านมาและจะยึดมั่นในแนวทางนี้ต่อไป

แวนคูเวอร์ในอนาคตมีความเสี่ยงทั้งจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ความกดดันด้านสภาวะแวดล้อมการลดลงของทรัพยากร ความท้าทายด้านความปลอดภัยทางอาหารและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าครองชีพที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ โอกาสการมีชีวิตที่ดีขึ้น และความยั่งยืนในระยะยาว สภาแห่งนครแวนคูเวอร์ได้กำหนดเป้าหมายไว้มากมายสำหรับการจัดการลดผลกระทบจาก สภาวะโลกร้อน (เช่น  การลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6  ในปี ค.ศ. 1990  ร้อยละ 33 ในปี ค.ศ.2012 และร้อยละ 80 ในปี ค.ศ. 2050)  และสร้างระบบจัดการเชิงลึกต่อปัญหาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกแหล่งข้อมูลตลอดจนติดตามประเมินผลทุกความก้าวหน้าจากการปฏิบัติงาน

ประชากรในระดับภาคเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งถ้าเป็นจริงตามนั้น  การพัฒนาที่อยู่อาศัยภายในพื้นที่เขตเมืองจะไม่เพียงพอ  ราคาที่อยู่อาศัยจะสูงขึ้นซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ประชากรต้องย้ายออกไปยัง ย่านชานเมือง  และเป็นปัจจัยให้เกิดการกระจัดกระจายของเมืองที่เป็นต้นเหตุของการทำลาย พื้นที่การเกษตรและพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ย่านพาณิชยกรรมใจกลางนครแวนคูเวอร์เป็นย่านพาณิชยกรรมระดับภาคที่เมืองได้ สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งงานและที่มาของรายได้ครัวเรือนของชาวแวนคูเวอร์ ดังนั้น ในพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะต้องมีความพร้อมด้านที่พักอาศัยให้กับประชาชนและ ไม่ตัดโอกาสในการมีที่พักอาศัยในย่านดังกล่าว สภาพของนิเวศเมืองและขนาดรอยเท้าทางนิเวศของนครแวนคูเวอร์ได้ชี้ให้เห็นว่า ลักษณะการดำเนินชีวิตของประชาชนในปัจจุบันมีการบริโภคทรัพยากรเกินกว่าความ สามารถที่มีเช่นเดียวกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งกำลังจะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่อาคารซึ่งไม่ใช่อาคารเขียวยังคงมีอยู่อีกมาก

เที่ยวแวนคูเวอร์เพื่อสัมผัสบรรยากาศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

แวนคูเวอร์ (Vancouver) เป็นเมืองท่าชายฝั่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคนาดา ในรัฐบริติชโคลัมเบีย แม้จะไม่ใช่เมืองหลวงของรัฐ แต่ก็เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากเมืองหนึ่ง ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองซึ่งถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาและทะเล มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญคือสภาพอากาศอบอุ่นสบายทั้งปี ใครที่คิดว่าเมืองนี้จะหนาวจนอยู่ไม่ได้ ก็น่าจะถูกเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะแวนคูเวอร์ถึงแม้จะหนาวในฤดูหนาว แต่นานๆ ครั้งชาวเมืองถึงจะมีโอกาสสัมผัสกับหิมะสักที ไม่เหมือนฝนที่ตกกันให้เห็นเกือบตลอดทั้งปี ความอบอุ่นที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ นี้เอง ทำให้ในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อนราวเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม มักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสความงดงามของแวนคูเวอร์มากเป็นพิเศษ นอกจากความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนก็คือ ความเป็นระเบียบและสภาพแวดล้อมที่สะอาดของบ้านเมือง พร้อมด้วยระบบขนส่งมวลชนที่ดีเยี่ยม ชาวแวนคูเวอร์มีคุณภาพชีวิตที่ดีถึงดีมาก นักท่องเที่ยวจึงแทบไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาอาชญากรรม

สำหรับสถานที่ที่ไม่ควรพลาด คือ สวนสาธารณะสแตนเลย์ สวนสาธารณะที่ได้รับการยกย่องว่าใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ชาวเมืองแวนคูเวอร์ใช้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและชมความงามบริสุทธิ์ของธรรมชาติ และยังได้ถ่ายภาพกับเสาโทเท็ม ของชนเผ่าอินเดียนแดง สัญลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ สำหรับรำลึกว่าที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของอินเดียนแดง เสาโทเท็มนี้ยังปรากฏอยู่ตามสถานที่สำคัญของเมืองอีกหลายแห่ง เป็นสัญลักษณ์เด่นที่ทำให้ผู้คนจดจำเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแห่งนี้ สถานที่ต่อมา คือ แกสทาวน์ เหมาะสำหรับเดินเล่นชมตึกรามและร้านค้าทรงเก่า และมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจอย่าง นาฬิกาไอน้ำ

จะเห็นได้ว่า สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นแค่เศษเสี้ยวบางส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองแวนคูเวอร์ที่น่ามาเที่ยวชมกัน แต่ว่าที่เมืองแวนคูเวอร์นั้นยังมีที่เที่ยวที่สวยงามและน่าชมอีกมากมาย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวในโลกกว้างทั้งหลาย คงต้องหาโอกาสมาสัมผัสกับเมืองแวนคูเวอร์จะได้รู้ว่าน่าอยู่และน่าเที่ยวแค่ไหน